2008/Apr/07

[Short fic] Just so you know
Author: soul_assassin
Couple:  Changmin x Yunho
มินโฮเรื่องที่สองในชีวิต เป็นอีกคู่ที่ชอบมากมายอย่างไม่มีสาเหตุ  ^^

*มินโฮ ย้ำมินโฮ*

--

ปึก!

เสียงแผ่นหลังที่กระทบเข้ากับพนังของห้องอย่างรุนแรง ชวนให้ใจผมกระตุกสั่นจนคล้ายว่ามันจะหล่นไปที่ตาตุมอย่างไงอย่างงัน ผมเม้นริมฝีปากแน่นเมื่อเห็นดวงตาดำ ที่จับจ้องใบหน้าผมอย่างอวดดีทังยังแกมไปด้วยความท้าทาย

ทั้งที่ระวังตัวอย่างดีที่สุดแล้วแต่ทำไมผมถึงได้ลงมานั่งกับพื้นแล้วถูก ไอ้เด็กตรงหน้าค่อมทับไว้ด้วยละเนี่ย มันต้องไม่ใช่อย่างนี้สิ ผมตั้งหากที่ต้องรุกมัน ผมรีบเบนหน้าออกทันทีเมื่อลมหายใจอุ่นเคลื่อนที่เข้ามา ใบหน้าผมเริ่มรู้สึกร้อนวูบวาบขึ้นมาอย่างไม่รู้ว่าเพราะเหตุผลอันใด แต่ที่แน่ๆผมไม่ได้อายมันอย่างแน่นอน   

“ว่าอย่างไงครับยุนโฮฮยอง คราวนี้พี่จะหนีผมอย่างไงอีก” เสียงของชางมินดังขึ้นกระซิบอยู่ที่หู ทำให้ผมเริ่มขืนตัวออกมาจากไอ้เด็กตรงหน้า แต่ชางมินกลับยืดทั้งสองแขนของผมไว้กับกำแพงอย่างรวดเร็ว เป็นอันว่าผมตกเป็นรองมันทุกทางและผมกำลังจะถูกมันรุกใช่ไหมเนี่ย

พระเจ้าครับ ช่วยผมด้วยเถอะตอนนี้ผมกำลังถูกเด็กผู้ชายอายุน้อยกว่าตัวเองรุกรานอยู่ครับ

 

- ย้อนกลับไปเมื่อหลายอาทิตย์ก่อน -

 

“ขอบคุณมากครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณมากๆครับ” เสียงทุ้มสูงดังขึ้นจนคนที่ได้ยิน อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมอง ก่อนจะพบชายหนุ่มร่างสูง ที่ยืนยิ้มหวานขอบคุณเหล่าสต๊าฟที่ร่วมทำงานกันมาค่อนคืน

ยุนโฮยืนกอดอกมองคนที่อายุน้อยที่สุดในวงด้วยความสงสัย ดวงตาคมเรียวจับจ้องชางมินอย่างไม่วางตา พลางคิดถึงเรื่องช่วงสองสามสัปดาห์มานี้ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงทำให้ช่วงนี้ชางมินในสายตาผมมันถึงได้ดูแปลกๆ แปลกอย่างที่ผมก็ไม่เข้าใจว่าแปลกอย่างไง รู้เพียงอย่างเดียวว่าแปลก

จริงอยู่บ้างครั้งผมก็นึกว่าตัวเองคงคิดไปเอง แต่เวลายิ่งนานผมก็เริ่มรู้สึกตัวว่าผมไม่ได้คิดไปเอง และที่สำคัญที่สุดมีผมเพียงคนเดียวที่มองว่าชางมินแปลก ขนาดคนที่สนิทกับชางมินมากที่สุดอย่างแจจุงยังบอกเลยว่าไม่เห็นจะแปลกตรงไหน

แต่แล้วความคิดผมก็ต้องหยุดลงอย่างทันที เมื่อชางมินหันมามองผมที่ยังคงยืนจ้องเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย ผมสะดุ้งตัวเล็กน้อยไม่รู้จะกลบเกลื่อนอย่างไรดี ผมหันรีหันขว้างไปมาทำตัวไม่ถูก เมื่อพบว่าตัวช่วยเหลือของผมแทบจะไม่มีสักคน ชางมินส่งยิ้มให้ผมแววตาคมนั้นมีรอยขบขันอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ก่อนที่ไอ้เด็กนั้นมันจะหัวเราะออกมาอย่างไม่คิดจะปกปิดเลยแม้แต่น้อย

ผมยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูกอยากจะเข้าไปบอกมันว่าให้หยุดหัวเราะ ก็เดี่ยวจะกลายเป็นว่าผมยอบรับว่าตัวเองเป็นฝ่ายเสียหน้า ไม่นานนักเจ้าแจจุงที่อยู่ดีๆก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ก็เดินเข้ามาคุยกับชางมิน คุยสองสามคำไอ้เด็กนั้นก็พยักหน้าก่อนจะเดินตามแจจุงไป ไม่วายยังหันมาส่งยิ้มให้ผมที่ยังยืนนิ่งทำตัวไม่ถูกอีก

ผมจะไม่ติดใจอะไรเลยถ้ามันไม่ใช่รอยยิ้มน้อยๆที่มุมปาก ดูราวกับว่ามันเห็นผมเป็นเด็กเล็กน่าเอ็นดูอย่างไงอย่างงัน

นี้นะหรอครับที่บอกว่าไม่แปลก ผมว่ามันแปลกจนน่าขนลุกซะมากกว่า


“ยิ้มอะไรหรอชางมิน” เสียงที่เรียกสติของชายหนุ่มให้เงยหน้าขึ้นมามองคนอายุมากกว่าตนเอง รอยยิ้มที่มุมปากพลันหายไปอย่างจากหน้านั้นอย่างรวดเร็ว

“ไม่มีอะไรหรอกครับพี่แจจุง” ชางมินส่งยิ้มน้อยๆให้คนตรงหน้าก่อนจะส่ายหน้าอย่างบอกว่าตนไม่เป็นไร แจจุงเพ่งสายตามองคนเป็นน้องด้วยความสงสัย กะว่าจะถามตั้งแต่ตอนที่ไปเรียกให้ไปพบผู้จัดการแล้ว ว่ายิ้มอะไรทั้งที่แถวนั้นก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไร

‘หรือว่าจะจริงอย่างที่ยุนโฮบอก ว่าชางมินช่วงนี้แปลกๆ’

“มีอะไรหรือเปล่าครับพี่แจจุง ถึงได้ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดขนาดนั้น” คนถูกถามเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะส่ายหน้าแล้วตบไปที่ไหล่ของชายหนุ่มอย่างหนักๆ ตามประสาความเคยชิน ชางมินมองท่าทีของพี่ชายตัวเองอย่างสงสัย ก่อนจะนึกว่าคงไม่มีอะไร พี่แจจุงก็เป็นอย่างนี้และอารมณ์แปรปรวนง่าย


--

ตุบ

เสียงของคนที่นั่งลงบนโซฟาทำให้ผมละสายตาจากหนังสือพิมพ์ แล้วเงยหน้าขึ้นไปมองว่าเป็นใครก่อนจะพบชางมินที่ถือถ้วยซีเรียลใส่นมติดมาด้วย ชางมินไม่ได้หันมามองผมแม้แต่น้อย สายตาเขาจับจ้องไปที่โทรทัศน์ตรงหน้า ผมขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างขุ่นเคือง ไอ้เด็กนี้รู้ว่าไม่ค่อยพูดแต่ไม่คิดจะทักกันสักคำเลยหรือไง

ผมเหลือบสายตามองชางมินเล็กน้อย ก่อนจะหันหน้ามาสนใจหนังสือพิมพ์ในมือตัวเองอีกครั้ง เมื่อตัดสินใจได้ว่าชางมินคงไม่คิดจะเปิดปากพูดกับผมจริงๆ

“พี่ยุนโฮ”

“หืม มีอะไร” ผมยังคงนิ่งในมือก็ถือหนังสือพิมพ์บังหน้าเอาไว้อย่างไม่คิดจะวางลง

“กินไหมครับ” ผมปิดหนังสือพิมพ์ในมืออย่างรวดเร็ว แล้วหันหน้าไปมองคนพูดด้วยความสงสัย ผมไม่ยักจะเชื่อว่าไอ้เด็กเห็นแก่กินเป็นเรื่องใหญ่ตรงหน้า คิดจะแบ่งอาหารให้ผมกินครับ โอ้โลกคงใกล้ถึงวันพินาศสันตะโรแล้วสินะ

“เออ..ชางมิน พี่ว่านายดูแปลกๆนะ”

“อย่างไง?”

“อะ..อืม..ก็นายไม่เคยแบ่งของกินให้ใครนี้น่า”

“อ้าว ก็ผมเห็นว่าวันนี้พี่ยังไม่ได้กินอะไรเลยไม่ใช่หรอ อยู่ดีๆก็บอกว่าไม่อยากกินข้าว แล้วก็ลุกไปเสียดื้อๆ หรือว่าพี่จะไม่กิน”

ผมจ้องมองชางมินทีสลับกับถ้วยในมือชางมินที ก่อนที่ผมจะพยักหน้างึกงักเพราะทนความหิวของตัวเองไม่ไหว ก็อย่างที่ชางมินบอกเมื่อเช้านี้ผมไม่ได้กินข้าวแต่สาเหตุนะหรอผมก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้เพียงแต่ว่าผมไม่อยากกินข้าวก็เท่านั้นเอง

ผมเอื้อมมือไปทางชางมิน หวังจะรับถ้วยซีเรียลมาจากเขา แต่มือของผมก็ต้องหยุดชะงักลงอย่างทันที เมื่อชางมินฉวยช้อนที่ถือค้างไว้ตักแผ่นสีขาวโอ๊ตบางๆ กับน้ำนมขึ้นมาแล้วยื่นช้อนมาทางผม ผมมองการกระทำของไอ้เด็กตรงหน้าด้วยความสงสัยก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าคมที่ยังคงตีหน้าเฉย

“เออ...ชางมินพี่กินเองได้”

“ไม่เห็นจะเป็นอะไรสักหน่อย พี่ยุนโฮยังเคยป้อนผมเลย”

“แล้วมันเหมือนกันซะที่ไหน”

“แล้วมันต่างกันตรงไหนละครับ”

“พี่บอกว่าต่างก็ต่างสิ!”

ผมตวาดเสียงขึ้นเล็กน้อยถึงแม้จะไม่ดังมากแต่ชางมินกลับจ้องมาทางผมอย่างแปลกใจ ตายละเผลอขึ้นเสียงกับชางมินจนได้ นี้ถ้าไอ้แจจุงรู้เข้ามีหวังได้ฆ่าผมตาย อีกอย่างถ้าจะพูดจริงๆผมไม่ค่อยอยากจะดุกับไอ้เด็กตรงหน้านัก เพราะผมกลัวเขาจะเครียด ชางมินเป็นเด็กที่มักจะเก็บเรื่องต่างๆไว้กับตัวเองเสมอ ซึ่งนั้นและที่ผมเป็นห่วงมาตลอด

ชางมินลุกขึ้นอย่างทันทีแล้วเดินหายเข้าไปในส่วนครัว ผมมองแผ่นหลังของคนเป็นน้องด้วยใจที่รู้สึกผิดอยู่เต็มอก ผมละอยากจะกัดปากตัวเองตายจริงๆ ไอ้การที่พูดก่อนคิดเนี่ยมันยังไม่หายไปจากตัวผมอีกหรือไงนะ นี้ถ้าชางมินเกิดรู้สึกไม่ดีกับคำพูดพล่อยๆของผมขึ้นมา ผมจะทำอย่างไงให้ตายเถอะ

ผมขยี้หัวตัวเองอย่างหัวเสีย เมื่อไม่รู้ควรจะเดินไปพูดกับไอ้เด็กปากหนักนั้นอย่างงัน หรือพูดง่ายๆก็คือเดินไปง้อนั้นและ

“พี่ยุนโฮทำอะไร” ผมรีบเงยหน้าขึ้นมาทันทีก่อนจะเห็นชางมินที่ยืนมองผมด้วยความสงสัย คิ้วเรียวดำขมวดพันกันยุ่ง

“เออ..ไม่มีอะไร”

“หรอครับ” ผมกระพริบตาปริบๆแล้วเหลือบมองชามสีขาวที่เขาถืออยู่ในมือ และดูเหมือนเขาจะรู้ตัวจึงยื่นมาทางผม

“เออ..พอดีถ้วยเมื่อกี้ผมกินไปหมดแล้ว ก็เลยทำมาให้ใหม่”

ผมค่อยๆเอื้อมมือไปรับด้วยความรู้สึกเกร็งขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก สายตาของผมเหลือบมองใบหน้าด้านข้างของชางมิน ริมฝีปากหนาเม้มเข้าหากันแน่น ยิ่งเห็นชางมินทำตัวราวกับไม่ใส่ใจเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ผมยิ่งไม่สบายใจเข้าไปใหญ่

“เออ..ชางมิน นายไม่โกรธพี่ใช่ไหมที่พี่ดุเรานะ”

“ไม่หรอกครับ ผมรู้ว่าพี่ไม่ได้ตั้งใจ”

“อืม...งันก็ดี” 

ผมถอนหายใจออกมาทั้งที่ชางมินบอกว่าไม่โกรธ แต่ผมก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี ผมค่อยๆกลืนเม็ดซีเรียลอย่างเบาๆด้วยความละเมียดละไม ไม่ใช่ว่าผมกลัวว่ามันจะไม่ละเอียดหรอก แต่ผมกลัวว่ามันจะเกิดเสียงดังรบกวนสมาธิของไอ้เด็กข้างๆ ที่นั่งจ้องสารคดีอย่างเอาเป็นเอาตาย ราวกับจะไปแข่งขันตอบปัญหาอย่างไงอย่างงัน

แต่แล้วมือของผมที่ถือช้อนก็ถูกชางมินจับไว้ด้วยความรวดเร็ว ผมสะดุ้งตัวเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าของชางมินเขยิบเข้ามาใกล้ผมเรื่อยๆ จนมันห่างกับใบหน้าผมเพียงไม่กี่คืบ ผมเอนตัวหนีตามสัญชาติญาณทั้งยังบิดข้อมือไปมา แต่กระนั้นชางมินกลับกุมให้แน่นยิ่งกว่าเดิม
          
“ชาง!!”

ชางมินเขยิบเข้ามาใกล้ผมให้มากขึ้น ก่อนจะฉวยช้อนที่อยู่ในมือผมยกซดนมสีขาวขุ่นด้วยอย่างรวดเร็ว นัยน์ตาดำเรียวมองผมที่จับจ้องตัวเขาด้วยความแปลกใจ ริมฝีปากหน้ากระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อยที่มุมปาก

“อร่อยดีนะครับ”
 
ชางมินส่งยิ้มให้ผมก่อนจะเอนตัวกลับไปยังที่เดิมปล่อยให้ผมยังนั่งอึ้งอยู่กับที่ ราวกับมีใครเอาค้อนมาฟาดหัวผมอย่างแรง

“วันนี้ตอนบ่ายมีงานใช่ไหมครับพี่ยุนโฮ ถ้างันผมไปอาบน้ำก่อนนะครับ”


แกร๊ง

เสียงช้อนที่ตกกระทบกับถ้วยกระเบื้องเนื้อดีดังขึ้นอย่างทันที ที่ชางมินเดินหายเข้าไปในห้องนอน ผมจ้องมองเขาด้วยสายตาเหม่อลอยตอนนี้สมองผมมันงุนงงไปหมด แต่ที่เด่นชัดจนผมยังอดแปลกใจไม่ได้คือการเต้นของหัวใจที่มันระรั่วเร็ว ใบหน้าเริ่มรู้สึกชาวาบขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ

ผมค่อยๆทิ้งตัวเองลงกับโซฟาอย่างคล้ายคนหมดแรงไปชั่วขณะ

มือเรียวยาวถูกยกขึ้นแตะริมฝีปากของตัวเองเบาๆ ผมขยี้ศีรษะอย่างที่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ที่แน่ๆสาเหตุก็คงมาจากชางมินอย่างแน่นอน

“นี้เราเป็นอะไรวะเนี่ย”

ถึงผมจะยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรกันแน่ แต่สัญชาติญาณกลับส่งเสียงเตือนไปทั่วร่างว่าระวังคนที่ชื่อชางมินเอาไว้ให้ดี ซึ่งแน่นอนผมไม่ต้องใช่หัวสมองใดๆคิด ผมก็ปักใจเชื่อตัวเองทันที แต่กระนั้นมันก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะทำตัวไกลไอ้เด็กนั้นไปเลย ก็แค่รอดูท่าทีให้แน่ใจกว่านี้ แล้วถ้าจะเกิดอะไรขึ้น มันคงไม่ยากเกินความสามารถผมหรอก...มั่งนะ

 

 

 

 

 


ผมคิดผิด คิดผิดจริงๆให้ตายเถอะ 

ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยคิดว่าตัวเองคิดผิดเลยสักครั้ง มีแต่ครั้งนี้และที่ผมว่าผมคิดผิดไปอย่างไม่น่าให้อภัยตัวเองที่สุด ผมไม่น่าเชื่อตัวเองเลยว่าจะจัดการเรื่องชางมินได้ เพราะนับตั้งแต่วันนั้นผมก็ได้รู้ตัวว่าผมตอบโต้ชางมินไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว

ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่ แต่ผมเชื่อตัวเองว่าผมไม่ได้คิดไปเองอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าทุกคนในวงจะบอกว่าชางมินก็ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลงก็ตาม ไอ้เด็กนั้นต่อหน้าทุกคนในวงก็ทำตัวปรกติดีอยู่หรอก แต่ทำไมพอมันมาอยู่กับผมแค่สองคนแล้วถึงทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ

เกิดนึกพิศวาสตัวพี่ อะไรขึ้นมาฮะชางมิน


“นี้ยุนโฮ ไปหยิบมือถือในห้องให้หน่อยสิ” ผมละสายตาจากตัวหนังสือตรงหน้ามาทางแจจุง ที่นั่งวุ่นทำอะไรสักอย่างอยู่ ก่อนจะหันกลับมาสนใจหนังสือในมืออีกครั้ง

“นี้ไม่ได้ยินที่ฉันพูดหรือไงวะ ไปหยิบให้หน่อย” เสียงทุ้มแว็ดขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ ผมละไม่เข้าใจไอ้เพื่อนคนนี้ ก็นั่งกันอยู่ห่างกันแค่นี้จะตะโกนทำไม

“แล้วทำไมต้องเป็นฉัน”

“ก็แกอยู่ใกล้ฉันที่สุดนี้หว่า ไปเถอะนะเร็วๆเลย เดี่ยววันนี้ฉันทำแกงกิมจิให้”

“พูดแล้วห้ามคืนคำนะเว้ย” ผมลุกขึ้นเดินอย่างขี้เกียจเล็กน้อย พลางบิดตัวไปมา นี้เห็นแก่กินนะนี้ไม่งันให้ตายผมก็คงจะไม่ลุกขึ้นมา มีอย่างที่ไหนใช้คนที่กำลังอ่านหนังสือ ถึงแม้ว่าหนังสือนั้นจะเป็นการ์ตูนก็เถอะ

--


ผมเดินเข้าไปในห้องด้วยจิตใจเหม่อลอยอย่างบอกไม่ถูก พลางใช้สายตากวาดมองไปรอบๆ เพื่อหาโทรศัพท์ สองขาก้าวเดินไปหยุดที่เตียงของแจจุง มือหนาควานหาโทรศัพท์อย่างเอาเป็นเอาตาย แต่จนแล้วจนรอดผมก็ไม่เห็น นึกในใจว่ามันลืมเอาไว้ที่อื่นแต่กลับบอกว่าลืมไว้ในห้องหรือเปล่าวะ ผมเพ่งสายตามองไปที่เตียงของทุกคนไม้เว้นแม้แต่เตียงของผมด้วย แต่สิ่งที่ได้ก็คือความว่างเปล่า

“ทำไมเราไม่โทรเข้าเครื่องแจจุงวะ” 

ว่าแล้วผมก็ควักโทรศัพท์ของผมขึ้นมา นิ้วเรียวกดปุ่มค้นหาหมายเลขเป็นพัลวัน แต่เมื่อผมกำลังจะกดปุ่มโทรออก เสียงประตูที่ถูกเปิดออกก็ดังขึ้น พร้อมกับชางมินที่เดินเข้ามา ผมจ้องมองเขาที่มองมาทางผมอย่างสงสัยว่าผมกำลังทำอะไร

“พี่ มาทำอะไร”

“อ้อ พี่มาหาโทรศัพท์ของแจจุงนะ” ผมตอบออกไปอย่างเรียบๆ น่าแปลกทำไมผมถึงไม่กล้าสบสายตาของไอ้เด็กตรงหน้า

“ไอ้นี้นะหรอครับ” ชางมินชูเครื่องโทรศัพท์ที่อยู่ในมือของเขาให้ผมดู “พอดีแบ็ตโทรศัพท์ผมหมดนะก็เลยยืมของพี่แจจุงมาใช้ จะว่ายืมก็ไม่ถูกเรียกว่าหยิบมาใช้เลยดีกว่า เพาะเห็นมันวางอยู่ที่เตียงของพี่เขา” ริมฝีปากหนากระตุกยิ้มพลางเดินเข้ามาใกล้ตัวผมมากขึ้น

“อ้ออย่างไงหรอ ถ้างันพี่ขอคืนนะ” ผมเดินเข้าไปใกล้เขาพลางเอื้อมมือจะรับโทรศัพท์ของแจจุง แต่แล้วชางมินกลับชูแขนขึ้นอย่างรวดเร็ว ผมจ้องมองมันด้วยความไม่เข้าใจ และเมื่อผมจะแย่งมันมาอีกครั้ง ชางมินกลับถือมันหนีไปได้อย่างทันที

“ชางมิน” ผมมองเขาด้วยความสงสัยว่าเขาทำไมถึงทำแบบนี้ ผมพอจะเข้าใจว่าชางมินก็แค่อยากจะแหย่ผมเล่น แต่ทำไมสายตาของเขามันถึงได้ไม่รู้สึกว่ากำลังเล่น สายตาของเขาเรียบเฉยแต่กลับจับจ้องมาทางผม และนั้นทำไมผมรู้สึก...อึดอัด     

“ครับ” คำขานที่แทนคำถามอยู่กลายๆ แต่เมื่อเขาเห็นผมนิ่งเงียบไม่พูดอะไร ชางมินก็คลียิ้ม แล้วจึงวางโทรศัพท์ของแจจุงบนมือของผมอย่างแผ่วเบา “ผมล้อเล่นนะครับพี่ยุนโฮ”

“ชางมิน” ผมกำโทรศัพท์ในมือมือแน่น “พี่ไม่เข้าใจว่าช่วงนี้นายเป็นอะไร แต่ถ้านายต้องการจะระบายอะไร แล้วมันทำให้นายรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง ก็ระบายมันออกมาเถอะ”

ราวกับทุกเสียงที่อยู่รอบๆตัวมันดับวูบลงไป สายตาที่จ้องมองเขาค่อยๆกดต่ำลง ตอนนี้ผมละทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะต้องพูดอะไร ผมก็แค่อยากให้เขาพูด อยากให้ระบายในสิ่งที่เขาคิดอยู่ตอนนี้ออกมาบ้าง ไอ้เด็กนั้นมันไม่รู้หรือไงว่าสายตาที่มันจ้องมองผมมา มันทำไห้ผมทำตัวไม่ถูกเข้าไปทุกวันๆ ทั้งที่ผมเป็นพี่อายุมากกว่ามันแท้ๆ แต่ชางมินกลับทำตัวเมื่อกลับผมเป็นเด็กๆ มันไม่รู้หรือไงว่าผมไม่ชอบ 


ฉับพลันใบหน้าของยุนโฮก็ถูกกระชากให้เงยขึ้น ริมฝีปากหนาประทับลงบนกลีบปากของชายหนุ่มอย่างทันที มือหนาโอบอุ้มศีรษะของยุนโฮไว้ในมือ ดวงตาดำเรียวเบิ่งกว้างอย่างตกใจในสิ่งที่คนอายุน้อยกว่าตัวเองกระทำ ลิ้นอุ่นหนาสอดแทรกเข้ามา หากแต่ด้วยความตกใจซี่ฟันขาวจึงขบกัด ทำให้คนรุกต้องถอนตัวออกมา

ยุนโฮสูดลมหายใจเข้าเพื่อปะติดปะต่อลมหายใจที่ถูกช่วงชิงไป หากแต่ก็เป็นเวลาเพียงชั่ววูบ คราวนี้คนตรงหน้าเมื่อสัมผัสกับความอ่อนนุ่ม ชางมินจึงเลือกที่จะบดขยี้มันอย่างไร้ความปราณี ลิ้นอุ่นชื้นลุกล้ำด้วยความรวดเร็ว ปลายลิ้นพัวพันตระหวัดอย่างดุเดือด มือเรียวจับไหล่แกร่งไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยว เมื่อตัวเองรู้สึกเหมือนถูกคนตรงหน้าสูบชีวิตไปทีละนิด

ชางมินตักตวงความหอมหวานจากช่องปากของอีกฝ่าย ยิ่งคนที่อายุมากว่าตัวเองหนีมากเท่าไรตัวเองยิ่งไล่ต้อนให้จนมุมมากเท่านั้น ลิ้นร้อนเกี่ยวกระหวัดรัดรึงกันในที่สุด จนคนที่ถูกรุกรานต้องเป็นฝ่ายโอนอ่อนให้ชางมินชักนำไปในที่สุด อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด

“อ่า..”
     
ปลายลิ้นอุ่นยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างต่อเนื่อง ลิ้นร้อนตอดรัด ดูดดึง พัวพันกับลิ้นของอีกฝ่าย ลมหายใจประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน จากความรุนแรงดุดันแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยน อ่อนหวานจนแทบจะละลาย มือหนานวดคลึงเบาๆที่หลังใบหูอย่างให้คนเป็นพี่ผ่อนคลาย แล้งจึงเริ่มเคลื่อนตัวลงต่ำ ริมฝีปากหนาจูบพรมซับเหงื่อที่พวงแก้มอย่างปลอบโยน แต่ทว่า

“ปึง!!”


ราวกับเสียงเตือนสติ การกระทำทุกอย่างหยุดวูบไปอย่างทันที ผมถอยตัวออกห่างไอ้เด็กตรงหน้าแล้วจึงเหลือบสายตามองโทรศัพท์ของไอ้แจที่มันหล่นไปนอนหงายอยู่บนพื้น แต่เมื่อผมสบตากับชางมิน ความร้อนที่ใบหน้าก็พุ่งพรวดราวกับร่างกายกำลังสูบฉีดเลือดอย่างรุนแรง         
 
เมื่อยิ่งนึกถึงเรื่องเมื่อครู่ ผมก็อดจะกัดปากตัวเองไม่ได้ เรื่องแบบนี้ผมรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องนี้เลย คนตรงหน้าไม่ใช่เป็นแค่คนที่ผ่านเข้าในชีวิตเพียงเท่านั้น แต่คนตรงหน้าคือน้อง คือเพื่อนในบางครั้ง และที่สำคัญที่สุด เราสองคนเป็นผู้ชายทั้งคู่ เพียงเท่านี้ผมก็รู้สึกผิดมหันต์ที่ไม่หยุดความต้องการของตัวเองไว้ กลับปล่อยให้สัญชาตญาณมืดความคุมสติตัวเอง

ผมยืนก้มหน้านิ่ง ทำตัวไม่ถูกกับสถานการณ์ตรงหน้า แต่แล้วเมื่อผมเห็นไอ้เด็กตรงนั้นมันเอื้อมมือเขามาใกล้ ทำให้ผมอดไม่ได้ต้องเขยิบตัวหนี แต่ทว่าสิ่งที่ประทับอยู่บนมุมปากผมกลับเป็นแค่นิ้วเรียวของชางมินที่วางไว้อย่างแผ่วเบา ผมค่อยๆเงยหน้าขึ้นจ้องมองคนตรงหน้า ที่ส่งสายตาสำนึกผิดมาให้อย่างจริงใจ

“ผมขอโทษ” น้ำเสียงทุ้มสูงเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา หากแต่ผมกลับได้ยินอย่างชัดเจน น่าแปลกหัวใจที่เต้นรั่วอยู่เมื่อครู่กลับเงียบสลบอย่างประหลาด ชางมินก้มตัวเก็บโทรศัพท์ที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมายัดใส่ในมือผม ก่อนจะคลียิ้มให้

“ขอโทษอีกครั้งนะครับ”

เร็วกว่าความคิดผมยื้อมือของไอ้เด็กตรงหน้าไว้ ก่อนจะอ้าปากค้างนิ่งอึ้งกับการกระทำของตัวเอง ดูเหมือนชางมินเองก็งุนงงเช่นเดียวกันว่าผมหยุดตัวเขาไว้ทำไม ผมกำมือของมันแน่น สัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นจากเหงื่อที่ผุดขึ้นมาตามง่ามมือ

“พี่ พี่ยุนโฮ”

“ช่างมัน” ผมตะโกนตอบออกไป ใบหน้ากดหน้าลงต่ำอย่างอับอายกับสิ่งที่ตัวเองจะพูดออกไป

“ฮะ ช่างมัน?”

“ก็ช่างมันไง พี่รู้แล้วว่าที่นายทำตัวแปลกๆ มันเพราะอะ...ไร” ผมสูดลมหายใจเข้า ก่อนจะตัดสินใจพูดออกมา “ถ้านายต้องการละก็ พี่...พี่ช่วยนายก็ได้” สิ้นคำพูด ผมก็ก้มหน้างุดๆ นี้ถ้าเอาตัวแทรกแผ่นดินหนีออกไปได้ผมคงจะทำอย่างแน่นอน นี้ผมพูดอะไรออกไปเนี่ย อยากจะเป็นลมตาย

ผมไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองไอ้เด็กตรงหน้า ไม่กล้าแม้แต่จะพูดอะไรออกมาอีกต่อไป ได้แต่ยืนนิ่งเงียบ แต่แล้วมือที่ผมกุมเอาไว้ก็ค่อยๆบิดตัวออก ราวกับตัวเองถูกผลักทิ้งให้ตกลงในที่สูงชัน ผมรู้สึกใจหายทั้งยังเจ็บหนืบอย่างแปลกๆ แต่ทว่า

“แน่ใจนะครับ”

ผมเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว พลางสะดุ้งตัวตกใจเมื่อรอยยิ้มอย่างสุภาพ ที่ชางมินมักจะส่งยิ้มมาให้บ่อยๆ กลับแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ นัยน์ตาแววดำหรี่ลงอย่างได้ใจแกมไปด้วยความสะใจอย่างปิดไม่มิด มือหนาเอื้อมไปสัมผัสที่ลำคอผมอย่างแผ่วเบา นั้นยิ่งทำให้ผมรู้สึกร้อนๆหนาวๆ เสียวสันหลังวาบ ขนลุกชูชันขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง หัวสมองว่างเปล่าคำพูดต่างๆนานากลับจุกที่ลำคอจนพูดไม่ออก

“ไม่ตอบ ผมจะถือว่าพี่ไม่ปฏิเสธนะ”

“ดะ เดี่ยวๆๆ จะเอาเลยหรอ” มือของผมยันแผงหน้าอกของเขาที่เริ่มแนบชิดตัวผมมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ผมมึนงงไปหมดได้ยินแต่เสียงหัวใจที่มันเต้นอย่างบ้าระห้ำอยู่ภายในตัว

“อ้าว ก็พี่พูดเองไม่ใช่หรอ ว่าจะช่วยผม”

“แต่พี่ยังไม่พร้อม!”

“ว้าเสียดายจัง แต่ว่าผมพร้อมแล้วนี้น่า” ริมฝีปากหนากระตุกขึ้นยิ้ม ใบหน้าของชางมินเขยิบเข้ามาใกล้ จนทำให้ผมต้องหรี่ตาลง พลางเบือนหน้าหนี “ถ้าพี่ยังไม่พร้อม ก็หนีผมให้รอดก็แล้วกัน”

สิ้นคำพูดของไอ้เด็กตรงหน้า อาการเข่าอ่อนเป็นอย่างไงผมรู้ซึ้งขึ้นมาทันที


- กลับมาที่ปัจจุบัน -


“เดี่ยวๆๆ ชางมินพี่ว่าหยุดแค่นี้ก่อนดีไหม เดี่ยวใครมาเห็นเขาแล้วมันจะดูไม่ดี”

ผมพูดหากแต่ไม่คิดจะมองหน้าของชางมิน ที่อยู่ห่างออกไปเพียงแค่คืบ แต่ที่ได้กลับมาเป็นเสียงหัวเราะหึหึ และนั้นยิ่งทำให้ผมต้องเม้นริมฝีปากแน่น จริงอยู่ว่าผมเป็นฝ่ายพูดออกไปก่อน แต่พอเอาเข้าจริงๆ ผมกลับรู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยมีอะไรกับผู้ชายเลยนะ เพราะฉะนั้นนี้คือครั้งแรก แล้วถ้าครั้งแรกผมเป็นฝ่ายรุกจะไม่ว่าสักคำ มีอย่างที่ไหนกลับเป็นฝ่ายถูกรุกแทนซะนี้

“ก็ถ้าเราไม่ทำเสียงดัง ก็ไม่มีใครสังเกตหรอกครับ”

“แต่ว่า...”

มือหนาจับใบหน้าของผมให้หันไปสบตากับเขาตรงๆ “พี่ยุนโฮ พี่! เป็นฝ่ายบอกให้ผมทำเองนะ” ผมนิ่งเงียบ แล้วจึงสูดหายใจเขาแล้วพยักหน้าขึ้นลง ใช่ผมเป็นฝ่ายเสนอตัวว่าจะช่วยชางมินเอง เพราะฉะนั้นผมต้องรับผิดชอบ

“ก็ได้” ถึงผมจะพูดออกไปอย่างนั้นก็เถอะแต่ในใจลึกๆก็อดกลัวจนต้องหลับตาปี๋ พลางหนีบตัวให้เข้าหากันมากขึ้นกว่าเดิม แต่แล้วเสียงถอนหายใจก็ดังขึ้น ผมค่อยๆลืมตามองและพบว่าใบหน้าของชางมินเลื่อนห่างออก

“มีอย่างที่ไหนเป็นฝ่ายบอกให้ทำเองแท้ๆ แต่ตัวเองทำหน้าซะอย่างจะโดนขืนใจ”

ชางมินส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนจะเอื้อมมือมาลูบศีรษะราวกับผมเป็นเด็กเล็กๆ ริมฝีปากหนาคลียิ้มให้ผมอย่างสุภาพ เขาฉวยโทรศัพท์ของแจจุงที่อยู่ในมือของผมไปแล้วจึงลุกขึ้นยืน

“ถ้างัน ผมเอาไปคืนให้พี่แจจุงเองละกัน”

ผมนั่งนิ่งมองตาค้างทำอะไรไม่ถูกกับการกระทำของชางมินที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เสียงประตูที่ถูกปิดทำให้ผมเอนหลังพิงกับกำแพงอย่างหมดแรง มือเรียวถูกยกขึ้นสัมผัสบริเวณหน้าอก ที่สั้นกระเพื่อมอย่างไม่เป็นจังหวะ ผมถอนหายใจออกมาพลางเงยหน้าขึ้นเพื่อสูดลมหายใจเข้าให้มากที่สุด

“จะบ้าตาย” ผมพึมพำออกมาเบาๆ

วันนี้มันวันอะไรกันวะเนี่ย ผมละงงไปหมด ผมยกมือขึ้นตบหน้าตัวเองและเป็นไปตามคาดผมเจ็บ และแน่นอนว่ามันไม่ใช่ฝัน ผมเหม่อลอยออกไปกับความคิดของตนเองที่ไหลวนอย่างไม่มีทีสิ้นสุด ผมเม้นริมฝีปากแน่นรสสัมผัสที่ไอ้เด็กนั้นมอบให้ยังติดอยู่ไม่หาย หอมหวานละมุ่นลิ้นยิ่งกว่าขนม ไม่แปลกใช่ไหมที่ผมอยากได้รับมันอีก


‘ถ้างัน ผมเอาไปคืนให้พี่แจจุงเองละกัน’

ฉับพลันหัวสมองก็นึกถึงคำพูดนี้ขึ้นมาได้ น่าแปลกทำไมไอ้เด็กนั้นถึงได้พูดอย่างนี้ จริงอยู่ที่ผมพูดว่ากำลังหาโทรศัพท์ของแจจุงและผมก็จะเอามันคืน แต่ชางมืนก็ไม่รู้นี้ว่าผมหามันไปทำไม ผมไม่ได้บอกสักหน่อย มันอะไรกันละเนี่ย  

--

“ว่าไงสำเร็จหรือเปล่า” เสียงทุ้มติดนุ่มระรื่นหูดังขึ้นอย่างแผ่วเบา ราวกับต้องการให้คำพูดที่ดังขึ้นได้ยินเพียงแค่สองคนเท่านั้น

“คนอย่างผมนะ ไม่มีคำว่าไม่สำเร็จหรอกนะพี่แจจุง”

“อ้อหรอ แล้วไหนละหลักฐาน” ใบหน้าคมคายกระตุกยิ้มพลางค่อยๆชูสิ่ง ที่คนถามหาหลักฐานคุ้นตาเป็นที่สุด 

“นั้นมันโทรศัพท์พี่นี้”

“ก็ใช่ นี้และหลักฐาน”

“อย่าบอกนะว่านายได้ยิน ที่พี่พูดให้ยุนโฮช่วยไปเอาโทรศัพท์พี่มาจากในห้องนะ”

“เพราะอย่างนั้นผมจึงขอบคุณพี่มากนะครับพี่แจจุง ที่เป็นฝ่ายยื่นโอกาสให้พี่ยุนโฮอยู่คนเดียว” สิ้นคำพูดของคนอายุน้อยกว่า แจจุงก็ได้แต่หัวเราะให้กับความผิดพลาดของตัวเอง

“ถ้าอย่างนั้นก็เอามาสิ พี่จะได้รู้ว่านายทำจริงๆหรือเปล่า” หากแต่สิ่งที่ยืนให้กับเป็นมือว่างเปล่า นิ้วเรียวกระดิกไปมา ยิ่งทำให้อารมณ์ของแจจุงใกล้จะทะลุปรอทเข้าไปทุกที

“เอาเงินมาก่อนซิครับ แล้วผมจะให้”

“ถ้านายไม่เปิดให้พี่ฟัง แล้วพี่จะรู้ได้ไงว่าทำจริงๆ”

“ก็ได้ ว่าแต่พี่อยากเอาช่วงไหนละ ฉากเริ่มต้น กลางเรื่อง ไคล์แมกซ์ หรือว่ารุกฆาต” ชายหนุ่มกดยิ้มลึก ในขณะที่พูดก็นึกถึงเรื่องราวภายระหว่างเขากับใครบางคนในห้องนอนนั้น

“นี้แกทำถึงขั้นนั้นเลยหรือวะชางมิน” คนถูกถามไม่ตอบกลับเลือกที่จะนิ่งเงียบ ยิ่งทำให้แจจุงหมั่นไส้เป็นการใหญ่ มือเรียวควักกระเป๋าสตางค์ของตนขึ้นมา ก่อนจะหยิบแบงค์ออกมาห้าหกใบ แล้วจึงยัดใส่มือของชางมินให้อย่างส่งๆ

“ขอบคุณที่ใช่บริการครับ”

“เออ ถ้างันก็เอาโทรศัพท์พี่คืนมาได้และ” ริมฝีปากกดยิ้มลึกให้คนตรงหน้าอย่างมีความหมาย มือหนาก็คว้าโทรศัพท์ของตนขึ้นมาแทน นิ้วเรียวกดปุ่มไปมาด้วยความรวดเร็ว แจจุงมองคนตรงหน้าด้วยความสงสัยหากแต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากถามอะไรออกมา

“ผมได้ยินมาว่า เมื่อวานตอนกลางคืนพี่แอบไปไหนมานะ” แจจุงเบิ่งตากว้างกับถ้อยคำลอยๆ ของคนเป็นน้องที่ถึงแม้จะเป็นคำถาม แต่ชายหนุ่มก็รู้ว่าชางมินมันรู้อย่างแน่นอน

“ถึงเมื่อคืนจะไม่มีใครรู้ว่าพีไปไหนแม้แต่กับผู้จัดการก็เถอะ แต่พี่คิดว่าคนอย่างผมจะไม่รู้หรอครับ” เสียงทุ้มสูงดังขึ้นอย่างเรียบง่ายหากแต่ได้ใจความ สีหน้าคมคายนิ่งเฉยผิดกลับอีกคนที่ร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด

“เออๆ! รู้แล้วๆ ก็ได้อยากได้นักก็เอาไปเลยไอ้โทรศัพท์พี่นะ พี่ไม่เอาหลักฐานแล้วก็ได้”

“พี่พูดเองนะ” สิ้นคำพูดของแจจุงชางมินก็สวนกลับทันควัน ก่อนจะฉีกยิ้มให้อย่างคนที่กำชัยชนะไว้ในมือ แจจุงพยักหน้าขึ้นลงอย่างยอมจำนนกลับคนตรงหน้า

“ว่าแต่นายนี้นะ เพื่อเงินทำได้ทุกอย่างเลยใช่ไหมเนี่ย” ชางมินอมยิ้มให้กับคำพูดของคนอายุมากกว่า ใบหน้าคมคายไม่แสดงสีหน้าอะไรหากแต่เดินเลียงตัวออกมา แต่แล้วเมื่อชางมินกำลังจะเดินออกไปจากห้อง เสียงทุ้มก็ดังขึ้นมา

“ผมอาจจะทำเพื่อเงินก็จริง แต่บางอย่างผมก็ไม่ได้ทำหรอกนะ” เสียงประตูปิดดังปัง ทิ้งไว้ให้แจจุงยืนงงอยู่คนเดียวในห้องกับคำพูดของคนเป็นน้อง ที่เกมส์คราวนี้ตัวเองเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ทุกกระบวนท่า

--

มือหนาโยนโทรศัพท์ในมือขึ้นลง ไปมาพลางฮึมฮัมเพลงเบาๆ อย่างสบายอารมณ์เป็นที่สุด ก็แน่ละคิดจะพนันกับเขานะโอกาสชนะอย่าหวังเลยว่าเขาจะปล่อยให้ง่ายๆ นึกไม่ถึงว่าไอ้เกมส์ท้าพนันนี้ที่ไม่มีคนเล่นกับเขามานาน คนอย่างพี่แจจุงจะเอ่ยปากชวนเขาเล่นขึ้นมาซะดื้อๆ

ตอนแรกก็แอบสงสัยว่าพี่แจจุงจะมาไม้ไหน แต่เมื่อได้ยินคำท้าอาการนึกสนุกมันกลับมีมากกว่า จนปล่อยตัวเล่มตามเกมส์ไปเรื่อยๆ อีกอย่างคนที่ให้กระทำด้วยนะ น่ารักน้อยเสียเมื่อไร ยิ่งได้เห็นคนคนนั้นทำตัวลุกลี่ลุกลนคล้ายกับกำลังเขินตัวเขาอยู่ ยิ่งทำให้ความรู้สึกอยากแกล้งขึ้นเป็นทวีคูณ  

มือเรียวเปิดฝาพับขึ้นมาเบาๆ แต่เมื่อเห็นเครื่องหมายถูกปรากฏขึ้น รอยยิ้มที่มุมปากก็พลันคลียิ้ม แล้วจึงเปิดมือถืออีกเครื่อง ปุ่มเรียวควานหาไฟล์เสียงที่ฝั่งอยู่ในเครื่องแล้วจึงกดปุ่มลบอย่างทันที คิดถึงตอนที่ตัวเองหยิบมือถือขึ้นมาต่อหน้าแจจุงแล้วก็ขำ เรื่องที่พี่แจจุงแอบออกไปข้างนอกตอนนั้นเขาก็พูดไปอย่างนั้นเอง ไม่นึกว่าเจ้าตัวจะกลัวขนาดนั้นสงสัยคงกลัวว่าเขาจะถ่ายรูปเก็บไว้ละมั่ง

เพราะเหตุผลที่แท้จริงก็คือ เขาก็แค่กดปุ่มรับไฟล์เสียงของพี่แจจุงเข้ามาสู่เครื่องของเขาก็เท่านั้นเอง ส่วนไฟล์เสียงนั้นแน่นอนก็เป็นเสียงในห้องนอนนั้นไง

ของดีๆหายากอย่างนี้เก็บไว้ที่เขาคนเดียวก็พอ

ลิ้นอุ่นชื้นแตะริมฝีปากล่างอย่างแผ่เบา รสหอมหวานยังคงติดลิ้นอยู่ไม่หาย อดไม่ได้ที่อยากจะลิ้มลองอีกครั้ง นี้ขนาดแค่เพียงริมฝีปากยังหวานขนาดนี้แล้วส่วนอื่นละจะหวานขนาดไหน พลันความคิดก็นึกถึงใบหน้าที่ตัวเองเริ่มจะรู้สึกแปลกๆขึ้นมาบ้าง ทั้งที่ออกจะน่ารักทำไมถึงไม่ค่อยมีใครรู้สึกนะ แต่ก็นั้นและเรื่องแบบนี้ให้เขารู้ว่าพี่ยุนโฮน่ารักคนเดียวก็พอแล้ว

 


.
.
.

มือเรียวยื่นแบงก์ให้คนที่ยิ้มมุมปากอย่างดีใจ ดวงตาดำกลมโตตวัดสายตามองคนที่นั่งพิงกำแพงอยู่ตรงหน้า ริมฝีปากบวมแดงนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในห้อง แจจุงเปิดกระเป๋าสตางค์ของตัวเองแล้วจึงยัดแบงก์ที่ตัวเองได้มาเข้าไป แทนทีเงินที่ได้หยิบยืนให้ใครบางคนไปแล้วเมื่อครู่ หากแต่คราวนี้กลับได้เพิ่มอีกมาอีกสองสามใบ

“ฉันทำให้นายเหนื่อยหรือเปล่าเนี่ยฮะแจจุง”

“ไม่เลย ขอบคุณที่ใช่บริการ หัวหน้า”


- END -           


 
นานๆจะได้เขียนฟิคตลกร้ายแบบนี้
ก็รู้สึกดีไปอีกแบบแฮะ

ป.ล.หมีแรงได้อีก

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
u]แอบงงเล็กน้อย
ตกลงว่า คนที่ร้ายที่สุด เป็นจอมวางแผนเนี่ย หมียุนใช่ป่าว
เข้าใจที่มินกะแจพนันกันนะ
แล้วยุนกะแจ พนันอะไรกันอ่า
วานไรเตออร์ตอบหน่อยน๊า
สรุปว่าชอบฟิคนี้อะ มันแบบว่า แผนซ้อนแผน ตลกร้ายจิงๆเลย
ชิบมินลุคแบบนี้ด้วยอ่า
โฮมิน นี่ก้อน่าสนใจมิใช่น้อยนะเนี่ย[/u]
#1  by  minnie (58.8.119.9) At 2008-04-07 23:45, 
บอกได้คำเดียวว่า"ชอบ"

ชอบว่ะ
55555555555555555555
แก๊ ทำไมฉันแต่งฟิคแนวนี้ไม่ได้ว้ะ
ได้แต่หื่นหวาน และหื่นหวาน

อ่านแล้วนึกหน้ายุนโฮที่สนามบินเซี้ยงไฮ้นี่แบบ... มันใช่เลย
มันใช่อ่ะเว้ย
5555555555 พริ้ว พริ้ว~
กลุ่มผมสีเข้มสะบัดพริ้วไปตามแรงเหวี่ยงของการ์ดที่กำลังกระชาก
55555555

ชอบๆๆๆ
คิดถึงแกเว้ยย
#2  by  Zaniie* :) { IAM INTO YOU } At 2008-04-08 12:27, 
ว้าววววววววววว...ชอบบบบบบบมากกกกกกกกเลย

มินโฮ โฮมิน แถมตลกร้ายอีกตะหาก...

แล้วมินโฮเรื่องแรกอยู่ไหนอ๊ะ...อยากอ่านจังเลยยยยยยยยยยยยยยยย
#3  by  LOVE BABY MINMIN (202.142.199.114) At 2008-04-09 11:15, 
อิๆ มาอีกรอบ พึ่งเล่นน้ำเสร็จ
ปืนฉีดน้ำ สุขสันต์วันสงกรานต์จ้า
#4  by  All Su At 2008-04-15 13:00, 
ขันน้ำ ดอกมะลิ ปืนฉีดน้ำ

สาดดดดด
ได้ข่าวว่าวันที่16

555555555555555
#5  by  Zaniie* :) { IAM INTO YOU } At 2008-04-16 21:16, 
อ่านแล้วจะเป็นลม
ใครก็ด้าย ชะ ช่วย พะ พยุง ปะ ป้า ด้วยsad smile
#6  by  \\(..U 3U..)// At 2008-05-30 10:44, 

<< Home